เมื่อเอ่ยถึงอำเภอศรีราชาในปัจจุบันน้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะอำเภอศรีราชา คือ 1 ในพื้นที่สำคัญของโครงการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือขนส่งสินค้า นิคมอุตสาหกรรม มากมายผุดขึ้นท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในยุคของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้กลายเป็นศูนย์รวมของผู้คนทุกระดับ ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ผู้ที่เข้ามาทำงานและครอบครัว รวมทั้งคนญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่เข้ามาทำงานตามการขยายการลงทุนของกลุ่มทุนญี่ปุ่นและนับวันจะมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 คน จนทำให้วันนี้ “ศรีราชา” ถูกขนานนามว่า เป็น “little Osaka” ไปแล้ว

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือประวัติความเป็นมาของเมืองศรีราชา ซึ่งคาดว่าน้อยคนนักที่คนรุ่นใหม่จะรู้จัก ว่าก่อนที่จะมาเป็น อำเภอศรีราชา เมืองศิวิไลซ์และเป็นที่ถวิลหาของชาวญี่ปุ่นนั้น ก่อกำเนิดมาอย่างไร ….

วันนี้ขอนำท่านผู้มาอ่านมา รู้จักอำเภอศรีราชา … เมืองที่มีตำนานเล่าขานกันในอดีตอำเภอศรีราชา นั้น เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางละมุง หรือ บ้านบางละมุง อยู่ในเขตอำเภอบางละมุงปัจจุบันนี้ จนเมื่อประมาณกว่า 100 ปี ที่ผ่านมา  เมืองบางละมุงได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านบางพระแต่ก็ยังคงใช้ชื่อเดิมว่า “เมืองบางละมุง” โดยมีมีพระยารักษา เป็นเจ้าเมืองคนแรก

ซึ่งในขณะนั้นที่มีการตั้งเมืองบางละมุง ระบบการบริหารราชการในแผ่นดินขณะนั้นยังไม่มีระบบอำเภอ ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นมณฑล จึงได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย คืออำเภอเมืองชลบุรีในปัจจุบัน และรวมเมืองพนัสเข้าด้วยกัน แล้วเรียกว่า “เมืองชลบุรี” โดยในขณะที่เมืองบางพระนั้นได้ตั้งเป็นอำเภอ เรียกว่าอำเภอบางพระและดำรงสถานะนี้ได้ประมาณ 9 ปี โดยมีนายอำเภอทั้งสิ้น 3 คน

ในระหว่างนั้น จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้มาทำโรงเลื่อยไม้ ในพื้นที่ใกล้เคียงกับตัวเมืองบางพระ โดยใช้ชื่อว่า “บริษัทศรีราชาทุน จำกัด” ต่อมาเมื่อบริษัทโตขึ้นก็มีคนงานมากขึ้น และกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ จนในปี พ.ศ. 2446 จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯ ได้กราบทูลขอต่อกรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการ มณฑลปราจีนบุรี ขอให้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชา แต่ยังคงใช้ชื่ออำเภอบางพระเช่นเดิมและในปี พ.ศ. 2460 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอศรีราชา โดยมีหลวงบุรีรัตถคามบดีเป็นนายอำเภอคนแรก

จอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ชื่อเดิม “เจิม แสงชูโต”  เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2394 เป็นบุตรคนที่ 4 ของ พระยาสุรศักดิ์  “แสง ชูโต” กับคุณหญิงเดิม บุญนาค เข้ารับราชการตั้งแต่อายุ 19 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตำแหน่งมหาดเล็กรักษาพระองค์ หมายเลข 1 ขณะรับราชการได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพยกกำลังไปปราบพวกโจรฮ่อ จนสงบราบคาบ  เมื่อ พ.ศ. 2445 พวกเงี้ยวก่อการจลาจลเป็นขบถในมณฑลพายัพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กลับเข้ารับราชการ  เป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพไปปราบพวกเงี้ยวที่เป็นขบถ จนสงบลง

หลังจากนั้นจึงได้ถวายบังคมทูลลาออกจาก ราชการกลับมาทำโรงเลื่อยที่ศรีราชาอีกครั้ง นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสุรศักดิ์มนตรียังเคยดำรงตำแหน่งองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชยการเป็นผู้ก่อตั้งโรงทหารหน้า หรือกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน เป็นผู้ริเริ่มนำไฟฟ้าเข้ามาใช้เป็นคนแรกในประเทศไทย โดยทดลองใช้ที่กระทรวงกลาโหมได้รับพระราชทานยศ เป็น จอมพลทหารบก เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2468

จอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 ฉะนั้น ในวันที่ 1 กรกฎาคม ของทุกปี เทศบาลเมืองศรีราชา พ่อค้า ประชาชน จึงร่วมกันจัดพิธีวางพวงมาลาเพื่อสักการะรำลึกถึงคุณความดีของท่านตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

อำเภอศรีราชา มีพื้นที่รวม 643,611 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลาดเนิน เหมาะแก่การทำการเกษตรและอุตสาหกรรม อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 105 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดชลบุรี 24 กิโลเมตร  ประชาชนส่วนใหญ่ในอดีต ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมาได้แก่การประมง   แต่ปัจจุบัน อำเภอศรีราชาคับคั่งไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม การประกอบอาชีพของประชาชน จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์
ศรีราชา นับเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำให้ได้เลือกเที่ยวกัน สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นป่าใกล้เมืองที่รวบรวมสัตว์ไว้มากกว่า 200 ชนิดแห่งเดียวในภาคตะวันออก ในพื้นที่กว่า 5,000 ไร่

น้ำตกเกษมสานต์ หรือน้ำตกชันตาเถร ซึ่งอยู่ในความดูแลของเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาเขียว จัดทำเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ก็ยังมีสนามกอล์ฟชั้นดีอีกหลายสนาม

สถานที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งในอำเภอศรีราชาคือ เกาะลอยศรีราชา นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่คู่กับศรีราชามาช้านาน สวนสุขภาพริมเขื่อนหน้าเกาะลอยเป็นแหล่งพักผ่อน และออกกำลังกายของชาวศรีราชาและนักท่องเที่ยว

แหลมฟาน เป็นถนนที่สร้างยื่นจากชายฝั่งไปเชื่อมกับแหลมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในทะเล เดิมเคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อ และเป็นที่ดินแห่งเดียวในอำเภอศรีราชา ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย

เกาะสีชัง แต่เดิมอยู่ในความปกครองของอำเภอศรีราชา เป็นเกาะใหญ่อยู่ห่างจากฝั่งศรีราชาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 18 ตารางกิโลเมตร ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ. 2429 ขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงให้ยุบเป็นกิ่งอำเภอเกาะสีชัง จากจังหวัดสมุทรปราการ มาขึ้นกับอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 จึงถูกยกขึ้นเป็นอำเภอเกาะสีชัง

เกาะสีชังนับว่าเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสถานที่เสด็จประภาสและเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นอกจากนี้แล้ว ศรีราชายังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ  สวนเสือศรีราชา อ่างเก็บน้ำบางพระ ค่ายลูกเสีอวชิราวุธ และโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ฯลฯ

สำหรับ ประเพณีและวัฒนธรรมที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักดีของคนทั่วไป เมื่อเอ่ยถึงศรีราชา คือ ประเพณีกองข้าว ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย ตามประวัติเล่าว่ามีการจัดพิธีกองข้าวขึ้นในหลายอำเภอ เช่น อำเภอเมือง อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง ครั้นต่อมาได้เลือนหายไปแต่ที่ศรีราชาที่ยังอนุรักษ์ได้อย่างเหนียวแน่น โดยพิธีกองข้าว จะทำกันเป็นงานประจำปีถือกันว่าเมื่อทำแล้วจะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข เป็นการเชิญภูติผีทั้งหลายกินสำรับที่ชาวบ้านนำมาเพื่อที่ภูติผีเหล่านั้นจะได้ไม่ทำอันตรายกับชีวิตและทรัพย์สินหรือบ้านเมือง ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่แปลก และหาดูได้ยากในที่อื่นๆ นอกจากที่ศรีราชาแห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีการละเล่นพื้นบ้านที่มีต้นกำเนิดจากอำเภอศรีราชา ได้แก่ มวยตับจาก และมวยทะเล โดยมวยป่าจากหรือมวยตับจากนั้นจะนิยมเล่นกันที่อ่าวอุดม ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา ซึ่งจะเล่นกันตามงานเทศกาลต่างๆ เช่น งานสงกรานต์ งานทอดกฐิน เพราะแต่เดิมนั้นพื้นที่บริเวณนี้นิยมปลูกต้นจากกันมาก จึงได้มีความคิดดับแปลงมาใช้เป็นอุปกรณ์การเล่น

สถานที่สำคัญอีกแห่งของอำเภอศรีราชา คือ  โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชาตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีมาตั้งโรงไม้ที่ศรีราชา ถึงขณะนี้ก็อายุประมาณ 122 ปีแล้ว (อ้างอิง จากหนังสือ 100 ปีศรีราชา ปี2537 ) เมื่อสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระประชวรหนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้แปรพระราชฐานมาประทับ ณ เมืองชายทะเล ในขั้นแรกเสด็จมาประทับที่บางพระ เมื่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯ มาทำไม้ที่ศรีราชา จึงโปรดเกล้าฯ ให้มาประทับที่ศรีราชา โดยให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์ถวายการอารักขา

สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หมอหลวงที่ถวายการรักษา ดูแลชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือและต่อมาทรงโปรดให้สร้างโรงพยาบาลขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเยี่ยม จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลสมเด็จฯ” โดยโรงพยาบาลหลังแรกก่อสร้างขึ้นในทะเลตรงบริเวณหน้าชายหาดที่ประทับเป็นเรือนไม้หลังคามุงจาก 5 หลัง ปลูกติดต่อเป็นหมู่เดียวกัน จากนั้น 5-6 ปี อาคารโรงพยาบาลในทะเลเริ่มทรุดโทรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ย้ายโรงพยาบาลมาสร้างบนบก ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งในปัจจุบัน และพระราชทานเงินเป็นค่าก่อสร้างประมาณสองหมื่นบาท (ประมาณปี พ.ศ. 2541) โดยอาคารทั้งหมดเป็นอาคารไม้ มีอาคารหลังใหญ่อยู่บริเวณหน้าผาชายทะเลบริเวณที่ตั้งตึกหะรินสุดในปัจจุบัน

ปัจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จฯ ได้ขยายตึกและเตียงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนนับได้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก มีดอกลั่นทมเป็นสัญลักษณ์ของโรงพยาบาล เนื่องจากสมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงปลูกต้นลั่นทมไว้

ยังมีเรื่องที่สืบเนื่องกันนี้อีกมากซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวน่าสนใจและแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวศรีราชาในอดีตและมี่ชื่อเสียง ที่ยาวนานและเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน เช่นสับปะรดศรีราชา ซอสพริกศรีราชา สามล้อเครื่องบริษัทศรีมหาราชา และอีกมากมาย  …